ติดต่อลงโฆษณา คลิกที่นี่ (โฆษณาเฉพาะ Marketplace คลิกที่นี่)

  • RacingWeb.Net ร่วมทดสอบยาง Michelin Primacy 3ST



    สวัสดีครับ ช้าไปซักหน่อยสำหรับการรีวิวยาง Michelin Primacy 3ST ที่จัดงานเปิดตัวและทดสอบประสิทธิภาพ ณ สนาม Bonanza International Speedway
    โดยทาง RacingWeb.NET ได้รับเกียรติให้ไปร่วมงานเปิดตัวและร่วมทดสอบประสิทธิภาพ ในวันที่ 8-9 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา
    โดยยางในรุ่น Primacy ของ Michelin ที่ผ่านมาจะอยู่ในกลุ่มรถซีดานขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ ที่เน้นเรื่องความนุ่มเงียบเป็นหลักมาโดยตลอด
    แต่วิวัฒนาการและเทคโนโลยีของการผลิตยางก็จะมีการพัฒนาคุณภาพของการผลิตยางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปเรื่อยๆอยู่เสมอ
    โดยเฉพาะกับยางรุ่นใหม่ๆที่มักจะมีการนำเทคโนโลยีที่โดดเด่นในด้านต่างๆของยางรุ่นอื่นๆที่พัฒนาไปแล้วนำมาใช้กับยางรุ่นใหม่ๆของรุ่นอื่น
    จึงทำให้ยางรุ่นใหม่ๆในปัจจุบันจะถูกอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีรอบด้านจนทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอันเกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคนั่นเอง

    บทความนี้จะนำผู้อ่านไปดูบรรยากาศการเปิดตัว Michelin Primacy 3ST การทดสอบประสิทธิภาพด้านต่างๆทั้งในสนามและบนถนนจริง
    รวมถึงลองมาดูกันนะครับว่า Michelin Primacy 3ST นั้นประกอบไปด้วยเทคโนโลยีอะไรบ้าง
    และดูว่าเทคโนโลยีต่างๆนั้นมีประโยชน์และความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของยางรุ่นนี้ได้อย่างไร

    บรรยากาศการเปิดตัว Michelin Primacy 3ST ในวันที่ 8 มิถุนายน 2556 ณ Clubhouse ห้อง Conference โรงแรม คีรีมายา กอล์ฟ รีสอร์ท สปา เขาใหญ่

    ผู้บริหาร และทีมเทคนิคของ Michelin กล่าวเปิดตัวและให้ข้อมูลด้านเทคนิคของยาง Michelin Primacy 3ST













    Michelin Primacy 3ST ออกแบบและผลิตโดย โดยอยู่ภายใต้แนวคิด Total Performance ที่ให้สมรรถนะรอบด้าน สัญลักษณ์ ST ที่ย่อมาจากคำว่า "Silent Tune" บ่งบอกถึงการออกแบบมาเพื่อความเงียบ
    จากการผสมผสานเทคโนโลยีอย่างลงตัว ให้คุณสามารถเดินทางอย่างนุ่มเงียบ มั่นใจในความปลอดภัย พร้อมอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นถึง 25%
    ด้วยการรวมเอาเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้ในการออกแบบยางเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกๆด้านดังต่อไปนี้



    เทคโนโลยี EvenPeak เป็นการออกแบบลายดอกยางที่มีความกว้างที่แตกต่างกันจากการคำนวณอย่างพิถีพิถัน จึงช่วยกระจายคลื่นความถี่เสียงรบกวนออกให้การขับขี่ที่เงียบ



    เทคโนโลยี CushionGuard เป็นการผสมผสานระหว่างสูตรเนื้อยางที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมแก้มยางที่นุ่มแต่มั่นคง ซึ่งพัฒนามาจากยางรุ่นก่อน



    เทคโนโลยี FlexMax ผสมผสานระหว่างสูตรเนื้อยางที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สามารถปรับตัวและยึดเกาะได้ตามสภาพถนน ผนวกกับการออกแบบบล๊อกดอกยางแบบตัดมุมช่วยปกป้องการโก่งตัวของดอกยาง จึงช่วยกดให้เนื้อยางสัมผัสกับพื้นถนนได้เต็มประสิทธิภาพ เพิ่มการยึดเกาะให้ดียิ่งขึ้น



    เทคโนโลยี StabiliGrip แบบใหม่ ครั้งแรกที่มิชลินได้นำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้กับยางนุ่มเงียบ โดยมีแถบยางเสริมพิเศษในร่องดอกยางที่ยึดด้วยดอกยางแต่ละดอกไว้ด้วยกัน ช่วยเพิ่มความมั่นคงของดอกยาง ทำให้เพิ่มสมรรถนะการควบคุมและการรีดน้ำได้ดียิ่งขึ้น



    โดยในทางการตลาดไซส์ยางจะมีตั้งแต่ 195/60 R15 ไปจนถึง 245/45 R19 ครอบคลุมรถในกลุ่มซีดานขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่
    ซึ่งราคาจำหน่ายจะเท่ากับยางรุ่นเดิม เท่ากับว่าผู้บริโภคจะได้ยางที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในราคาเท่าเดิมนั่นเอง
    และนอกจากนั้นยาง Michelin Primacy 3ST ยังได้รับเลือกเป็นยาง OEM ติดรถสำหรับ New Honda Accord ในขนาด 225/50 R17 อีกด้วยครับ

    บรรยากาศการทดสอบยาง Michelin Primacy 3ST ในวันที่ 9 มิถุนายน 2556 ณ สนาม Bonanza International Speedway



    โดย RacingWeb.NET เริ่มการทดสอบแรกที่ Dry Safety Station หรือการทดสอบในสภาวะแห้งนั่นเอง



    รถที่ใช้ทดสอบจะเป็น Honda Accord โดยใช้ยางไซส์ 225/50 R17 เทียบกับยางยี่ห้อคู่แข่งรุ่นที่ทำตลาดอยู่ในกลุ่มลูกค้าเดียวกัน
    Station นี้จะประกอบไปด้วย
    • การบังคับรถเข้าโค้งวงแคบแห้ง
    • การเปลี่ยนเลนกระทันหัน
    • การขับสลาลอม








    ผลการทดสอบในส่วนของการเข้าโค้งวงแคบที่ความเร็วขนาดนั้น ยางคู่แข่งมีอาการ Understeer อยู่บ้าง ส่วน Michelin Primacy 3ST มีการเข้าโค้งได้คมกว่าพอสมควร



    ผลการทดสอบในส่วนของการเปลี่ยนเลนกระทันหัน มีความแตกต่างในลักษณะเดียวกันกับโค้งวงแคบ และในรอบที่ผมใช้ยางคู่แข่งผมถึงกับต้องยกคันเร่งและแก้พวงมาลัยช่วยนิดนึงใน ณ จุดทดสอบด้วย



    ผลการทดสอบในส่วนของสลาลอม รอบแรกใช้ยางคู่แข่งครับ มี Understeer และตามด้วย Oversteer เล็กน้อยในทุกๆไพล่อน แต่เมื่อรอบที่ใช้ยาง Michelin Primacy 3ST ผมกลับเหยียบไพล่อน !!!
    ใช่ครับ เหยียบตั้งแต่ไพล่อนแรกเลย เนื่องจากว่าเราจับอาการสไลด์ของรถในรอบก่อนจึงทำให้เราหักเข้าโค้งก่อนไพล่อนเพื่อเผื่อระยะสไลด์เอาไว้ แต่เมื่อเปลี่ยนยางมาเป็น Michelin Primacy 3ST ที่มีการเกาะถนนได้ดีกว่ารถจึงไม่สไลด์ตามที่เราเคยจับอาการไว้
    โดยผู้ควบคุมการทดสอบได้แจ้งกับผมว่ามีหลายคนที่ชนไพล่อนแรกแบบนี้ถ้ารอบแรกได้ขับยางคู่แข่งมาก่อน ...



    ผลสรุปคือแรกจาก Station นี้คือการเกาะถนนนะครับ โดย Michelin ได้ให้เทคโนโลยี StabiliGrip และการออกแบบดอกยางตัดมุม เป็นพระเอกของ Station Dry Safety ครับ


    สำหรับ Station ถัดไปคือ Wet Station หรือการทดสอบในสภาวะเปียก



    รถที่ใช้ทดสอบจะเป็น Toyota Camry 2.0 โดยใช้ยางไซส์ 215/55 R17 เทียบกับยางยี่ห้อคู่แข่งรุ่นที่ทำตลาดอยู่ในกลุ่มลูกค้าเดียวกัน
    Station นี้จะประกอบไปด้วย
    • การบังคับเลี้ยวโค้งวงแคบในพื้นที่เปียก
    • การเปลี่ยนเลนกระทันหันในพื้นที่เปียก
    • การทดสอบระยะเบรคในพื้นที่เปียก




    ผลการทดสอบในส่วนของการเข้าโค้งวงแคบ ยางคู่แข่งมีอาการ Understeer ค่อนข้างจะตลอดโค้ง ส่วน Michelin Primacy 3ST สามารถเข้าโค้งได้อย่างราบรื่น มีอาการ Under บ้างเล็กน้อยแต่สามารถควบคุมรถไปในทิศทางที่ต้องการได้เป็นอย่างดี





    ผลการทดสอบการเปลี่ยนเลนกระทันหัน สำหรับตัวผมเองนั้นค่อนข้างจับอาการได้น้อยนะครับ อาจเป็นเพราะด้วยจุดทดสอบนั้นไม่กว้างพอทางผู้ควบคุมการทดสอบจึงไม่ได้ให้ใช้ความเร็วมากนัก เพราะหากเสียหลักในพื้นที่เปียกโดยไม่มีระยะพออาจจะเกิดอุบัติเหตุได้
    ดังนั้นตรงนี้จึงไม่ค่อยเห็นความแตกต่างครับ



    ผลการทดสอบระยะเบรคในพื้นที่เปียก โดยวัดจากอุปกรณ์ V-Box ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสูงในการทดสอบ ผลเฉลี่ยที่ได้คือยาง Michelin Primacy 3ST สามารถเบรคได้ด้วยระยะทางที่สั้นกว่ายางคู่แข่งถึง 2 เมตร หรือคิดเป็น 8.61% ของระยะเบรคที่ทดสอบกันในวันนั้น
    โดย Michelin ได้ให้เทคโยโลยี StabiliGrip และ FlexMax เป็น










    Station ถัดไปคือ Scenic Drive Station หรือการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง



    รถที่เราได้ใช้ทดสอบคือ Mercedes Benz S300 ส่วนกลุ่มอื่นๆจะใช้รถ Lexus GS250 และ Volvo S60
    โดยให้ทดสอบใช้งานบนถนนรอบๆบริเวณสนาม Bonanza International Speedway เป็นระยะเวลาประมาณ 30 นาที











    ผลการทดสอบบอกได้ยากครับ ด้วยตัวรถที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่มและเงียบ จึงค่อนข้างจะบอกได้ยากว่าความนุ่มและเงียบที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากยางที่ใช้อยู่มากน้อยเพียงใด
    แต่จากการได้เปิดกระจกหรือซันรูฟเพื่อออกไปถ่ายรูประหว่างเดินทาง ก็พบว่าเสียงที่เกิดขึ้นจากยางนั้นก็อยู่ในระดับที่เงียบ อันเกิดจากเทคโนโลยี EvenPeak CushionGuard และ FlexMax ที่ทำงานร่วมกันนั่นเอง
    กระนั้นเองใน Station นี้ก็พบกับการทดสอบที่ไม่เหมาะสมจากผู้ทดสอบบางท่านที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายอยู่บ้างแต่ก็ดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    โดยจริงๆแล้วผู้ทดสอบควรทำความเข้าใจก่อนทดสอบในแต่ละ Station ว่าใน Station นั้นๆทาง Michelin ต้องการให้ทดสอบในเรื่องใด ซึ่ง Sceneic Drive คือการทดสอบความนุ่มเงียบในสภาพพื้นถนนจริง ไม่ใช่การทดสอบความเกาะถนน
    ดังนั้นการขับรถเข้าโค้งด้วยความเร็วที่ไม่เหมาะสม หรือการเปลี่ยนเลนแซงด้วยความเร็วสูงบนนถนนที่เต็มไปด้วยรถคันอื่นๆนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทดสอบความนุ่มเงียบแต่อย่างใด
    จึงอยากจะสื่อออกไปนะครับว่า การทดสอบเรื่องการเกาะถนนในรูปแบบต่างๆทาง Michelin ได้จัดทำ Station ไว้ในสภาวะที่ควบคุมได้อยู่ในสนามทดสอบอยู่แล้ว ซึ่งปลอดภัยมากกว่าการไปทดสอบที่นอกสนาม
    ผู้ทดสอบจึงควรปฏิบัติ และศึกษาการทดสอบในแต่ละ Station ให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์และรูปแบบการทดสอบใน Station นั้นๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทดสอบครับ


    Station สุดท้ายคือ Noise and Comfort Station หรือการทดสอบความนุ่มเงียบของยาง



    รถที่ใช้ทดสอบจะเป็น Toyota Camry 2.5 โดยใช้ยางไซส์ 215/55 R17 เทียบกับยางคู่แข่งรุ่นที่ทำตลาดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
    ตรงนี้น่าสนใจครับ เพราะยางคู่แข่งที่นำมาเปรียบเทียบนั้นถือว่าเป็นตัว Top เรื่องความเงียบของยี่ห้อนั้นเลยทีเดียว
    Station นี้จะประกอบไปด้วย การขับผ่านเส้นเชือกเพื่อทดสอบเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างผ่านเส้นเชือกดังกล่าว
    โดยมีการใช้เครื่องมือวัดคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างทดสอบเพื่อเปรียบเทียบเสียงที่เกิดขึ้นจากยางให้ดูด้วย











    ผลการทดสอบ ความนุ่มนั้นรู้สึกต่างกันเล็กน้อยครับ Michelin Primacy 3ST นุ่มกว่าแต่ไม่มาก โดยวัดจากแรงสะเทือนที่เกิดขึ้นระหว่างขับผ่านเส้นเชือก
    ส่วนผลการทดสอบในเรื่องของความเงียบนั้น ค่อนข้างชัดเจนครับว่า Michelin Primacy 3ST เงียบกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งยางคู่แข่งที่ว่าเงียบแล้วแต่ Michelin Primacy 3ST กลับทำได้ดีกว่า
    โดยผลการทดสอบด้วยเครื่องมือวัดคลื่นเสียงก็เป็นไปตามที่เราสามารถจับความรู้สึกได้เช่นกัน



    จบแล้วนะครับสำหรับผลการทดสอบยาง Michelin Primacy 3ST จากทาง RacingWeb.NET
    จะเห็นได้ว่ายางในยุคปัจจุบันไม่ได้มีขีดจำกัดเหมือนสมัยก่อนแล้ว อย่างเช่นการที่ยางมีความนิ่มนวล นุ่ม เงียบ ที่ต้องแลกกับการมีประสิทธิภาพในการเกาะถนนที่ต่ำ แต่ Michelin Primacy 3ST ก็ได้ใช้ทุกเทคโนโลยีในการก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นมาได้
    หรือยางที่มีเนื้อนิ่ม เกาะถนนเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแลกกับอายุการใช้งานที่น้อยลง สึกเร็ว แต่ Michelin Primacy 3ST กลับมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น 25% มีค่า TREADWARE ถึง 340 เลยทีเดียว

    จากทุกๆเทคโนโลยีที่กล่าวมาจึงทำให้ Michelin Primacy 3ST ถูกผลิตขึ้นมาภายใต้แนวคิด Total Performance อย่างแท้จริงครับ





    ขอขอบคุณ Michelin ที่ได้มอบประสบการณ์ดีๆ และความรู้ต่างๆเกี่ยวกับการผลิตยางในปัจจุบันให้เราได้ทราบ และหวังว่าเราจะได้รับเกียรติเช่นนี้ในโอกาสหน้าต่อไปครับ

    สำหรับขนาดยาง Michelin Primacy 3ST ที่มีจำหน่ายคือ
    • 195/60 R15 88 V
    • 195/65 R15 91 V
    • 205/65 R15 94 V
    • 205/55 R16 91 W
    • 205/60 R16 92 V
    • 205/65 R16 95 V
    • 215/55 R16 97 W
    • 215/60 R16 99 V
    • 225/55 R16 99 W
    • 225/60 R16 98 W
    • 235/60 R16 100 V
    • 215/45 R17 91 W
    • 215/50 R17 95 W
    • 215/55 R17 94 V
    • 215/60 R17 96 V
    • 225/50 R17 94 V
    • 225/55 R17 101 W
    • 235/55 R17 103 W
    • 225/45 R18 95 W
    • 235/50 R18 97 W
    • 245/50 R18 100 W
    • 255/45 R18 99 W
    • 245/45 R19 102 W
    • 245/45 ZR19 102 W


    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านผู้แทนจำหน่ายหรือ hotline 0-2793-6900 หรือ เว็บไซต์มิชลินประเทศไทย